Thailand Web StatTruehits.net
หน้าหลัก > สุขภาพร่างกาย >มะเร็งปอด

มะเร็งปอด

จำนวนคนดู 2563 คน | เผยแพร่เมื่อ 14 พ.ค. 2558 เวลา 09:58 น.

มะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่คนไทยเป็นกันมาก โดยพบเป็นอันดับสองของมะเร็งที่พบในเพศชาย
อันดับสี่ที่เกิดในเพศหญิง มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่รักษาได้แต่ได้ผลไม่ดีเท่ากับมะเร็งชนิดอื่น เพราะว่าในระยะแรกของมะเร็งปอดอาการจะมาปรากฏ ดังนั้น คนที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะมีอาการที่โรคลุกลามแล้ว เมื่อแพทย์ตรวจพบก็อยู่ในระยะสุดท้ายหรือเกือบสุดท้ายแล้ว

มะเร็งปอดระยะแรกมักไม่มีอาการ การตรวจพบของมะเร็งปอดระยะแรกส่วนใหญ่ จึงพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือพบได้โดยบังเอิญ ส่วนในรายที่มีอาการไอเรื้อรังเป็นเวลานานๆ อากรเหล่านนี้ก็จะคล้ายกับอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือคล้ายกับวัณโรค แพทย์จึงอาจวินิจฉัยคลาดเคลื่อนและไม่ได้ตรวจหามะเร็งปอด

4.0.4



มะเร็งส่วนใหญ่ของมะเร็งปอดจะแสดงออกมาก็ต่อเมื่อโรคลุกลามมากแล้ว อาการที่น่าสงสัย เช่น ไอเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน เสียงแหบเป็นระยะนาน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดบริเวณหน้าอก หัวไหล่ เป็นประจำ ร่างกายซูบผอม เบื่ออาหาร นำหรชนักลด หรือถ้าเป็นมาก จะมีอาการไอเป็นเลือด ปอดบวม ใบหน้าบวม มีก้อนที่คอ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หายใจขัด มีน้ำท่วมปอด เป็นต้น ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจละเอียดยืนยันการวินิจฉัยโรคดังกล่าว

การตรวจหามะเร็งปอด

ซักประวัติโดยอาจจะมีการซักประวัติพฤติกรรมการสูบบุหรี่ สิ่งแวดล้อมในการทำงานรวมไปถึงประวัติครอบครัว และมีการสอบถามอาการต่างๆเพื่อนำมาประกอบในการวินิจฉัย
ตรวจร่างกาย (Physical Examination) โดยการใช้หูฟัง เพื่อฟังเสียงของปอด การหายใจ การทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของปอด การคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ ตรวจขนาดของตับรวมถึงดูสิ่งผิดปกติต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น
ตรวจเพื่อการวินิจฉัยโรค

1. การดูดตำแหน่งและการกระจายของก้อนมะเร็ง สามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่

Chest X-ray

การเอกซเรย์ปอดอาจระบุตำแหน่งของก้อนได้คร่าวๆและบอกปัญหาต่างๆได้ เช่น การมีของเหลวเยื่อหุ้มปอด(Pleural Effusion) การโตของต่อมน้ำเหลืองหรืออาการปอดบวม(Pneumonia)แต่วิธีนี้ไม่สามารถเห็นก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็กมากๆหรือก้อนที่อาจจะมีการบดบังของกระดูกซี่โครง หรือหัวใจได้

CT Scan (Computerized Tomography)

การใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่วยถ่ายภาพ 3 มิติ สามารถมองได้หลายมุมทำให้เห็นตำแหน่ง ขนาด รูปร่าง ของก้อนมะเร็งได้แทบทุกส่วนของร่างกายอย่างชัดเจนและสามารถบอกจุดหรือก้อนที่ผิดปกติว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งมากน้อยเพียงใด เช่น การดุว่าไม่มีโพรงในก้อน ไม่มีแคลเซียม ขอบก้อนไม่เรียบ ลักษณะของก้อนมีการลุกลามเข้าสู่เนื้อปอดปกติหรือไม่

MRI Scan (Magnetic resonance Imaging)

การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วยถ่ายภาพ 3 มิติ สามารถดูได้เช่นเดียวกับ CT แต่อาจจะเห็นรายละเอียดชัดเจนกว่าในอวัยวะบางส่วน หรือตำแหน่งที่มีการบดบังของกระดูก ซึ่งขึ้นกับความเห็นของแพทย์ควรใช้วิธีใด

การดูเซลล์มะเร็ง

การตรวจดูเซลล์มะเร็งจากเสมหะ
การตรวจดูเซลล์มะเร็งจากน้ำในปอด

การตรวจชิ้นเนื้อ

วิธีนี้เป็นการดูชนิดของเซลล์มะเร็ง โดยการตัดชิ้นเนื้อไป ตรวจทางพยาธิวิทยา(Biopsy) ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่าก้อนมะเร็งที่พบนั้นเป็นเซลล์มะเร็งชนิดใด และมีวิวัฒนาการไปถึงระยะใด

ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน แต่ที่พบบ่อยจะมี 2 กลุ่ม คือ SCLC และ NSCLC

มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer – SCLC)

มะเร็งปอดชนิดนี้พบประมาณ 15% ของคนที่เป็นมะเร็งปอดทั้งหมด เซลล์จะมีรูปร่างกลมเล็ก สามารถแพร่กระจายได้เร็วแต่จะตอบสนองต่อเคมีบำบัดได้ดี มักตรวจพบในผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติว่าเคยสูบบุหรี่มาก่อน

มะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์เล็ก(Non Small Cell Lung Cancer – SCLC)

มะเร็งปอดชนิดนี้เป็นปัญหาสำคัญของคนไทย พบได้มากถึง 80% ของผู้ป่วยมะเร็งปอดทั้งหมด สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิดย่อย คือ

- Adenocarcinoma เซลล์มะเร็งชนิดนี้มักพบที่ต่อมสร้างน้ำเมือกหรือถุงลม

- Squamous Carcinoma พบได้ที่เยื่อบุผิวของหลอดลม

- Large Cell Carcinoma พบบริเวณผิวนอกของเนื้อปอด แพร่กระจายเร็วมาก

มะเร็งปอดชนิดอื่นๆ

- Carcinoid Tumor พบน้อยประมาณ 1-5% ของผู้ป่วยมะเร็งปอด

- Malignant Mesothelioma แร่ใยหินหรือแอสเบสตอสเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งชนิดนี้ พบมากในผู้สูงอายุ มักเกิดที่เยื่อหุ้มปอดด้านในทำให้ยากต่อการวินิจฉัย

นวัตกรรมใหม่ในการรักษามะเร็งปอด

เทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่

การผ่าตัดปอดออกบางส่วนสามารถทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตได้ปกติหลังจากผ่าตัดแล้ว สำหรับคนไข้ที่มะเร็งยังไม่แพร่กระจาย การผ่าตัดจะทำให้มีโอกาสหายขาดได้มากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า VATS (Video Assisted Thoracic surgery) มาใช้ในการผ่าตัดเป็นการนำเทคโนโลยีวีดีโอมาช่วยผ่าตัดผ่านกล้อง โดยการเจาะรูที่ทรวงอกประมาณ 1ซ.ม. เพื่อสอดกล้องขนาดเล็กและอุปกรณ์เข้าไปผ่าตัดในช่องอก โดยไม่ต้องเปิดทรวงอกด้วยแผลขนาดใหญ่ การผ่าตัดด้วยวิธีนี้นอกจากแผลผ่าตัดจะเล็กกว่าแล้ว อันตรายจากผ่าตัดก็มีน้อยกว่าระยะพักรักษาตัวสั่นกว่า รวมถึงอาการแทรกซ้อนจากการรักษาน้อย การผ่าตัดวิธีนี้สามารถเป็นทั้งการวินิจฉัยโรคและการรักษาแต่ต้องอาศัยความชำนาญและใช้เวลานานกว่าการผ่าตัดแบบเดิม

เทคนิคการฉายรังสีรักษาแบบใหม่

โดยทั่วไปการรักษาด้วยรังสีมีวิธีการ 2 แบบคือ

1. (radical) Treatment

เป็นการใช้รังสีพลังงานสูง วันละ 1-2 ครั้งๆ10-15 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ระยะเวลารวมนานประมาณ 5-7 สัปดาห์ หรือ 25-35 ครั้งเพื่อหวังผลหายขาด อาจจะใช้เฉพาะรังสีอย่างเดียว หรือใช้รังสีควบคู่กับการผ่าตัดหรือการใช้เคมีบำบัด โดยอาจใช้เทคนิคการฉายรังสีก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็งแล้วตามด้วยการผ่าตัด หรืออาจใช่รังสีหลังกรผ่าตัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาหรือลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำเนื่องจากเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่

2. Palliative or Symptomatic Treatment

เป็นการฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการแทรกซ้อนต่างๆเช่น อาการปวดจากมะเร็งกดเบียดกระดูกหรือเส้นประสาท รวมถึงอาการไอเป็นเลือด หอบเหนื่อยจากมะเร็งกดเบียดหลอดลมหรือคอ หรือหน้าบวมจากก้อนมะเร็งกดเบียดทับเส้นเลือดใหญ่ หรืออาการแขนข่าอ่อนแรงจากการที่มะเร็งกระจายไปสมองหรือกดทับไขสันหลัง การฉายรังสีวิธี

นี้ใช้ระยะเวลารักษารวม 1-3 สัปดาห์ ขึ้นกับการพิจารณาของแพทย์ร่วมกับผู้ป่วย โดย

มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ในปัจจุบันมีการใช้เทคนิคการฉายรังสีแบบ 3 มิติ (3 Dimentional Confomal Radiotherapy หรือ 3DCRT)คือ การฉายรังสีจากภายนอก โดยวางแผนในระบบสามมิติ นำภาพจากการเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)หรือร่วมกับภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือภาพจาก PTE Scan มาประมวลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ปรับทิศทางปริมาณความเข้มรังสีให้มีความแม่นยำสูง ได้รังสีครอบคลุมทั่วลักษณะรูปร่างของโรค และลดปริมาณรังสีต่อเนื้อเยื่อปกติ ทำให้ผลการควบคุมโรคดีขึ้น โดยที่ภาวะแทรกซ้อนน้อยลง

ส่วนการฉายรังสี 4 มิติ คือการเพิ่มมิติที่4 เข้ามา เพื่อปรับปริมาณรังสีให้ตกในตำแหน่ง

ที่ตรงกับการเคลื่อนไหวของก้อนมะเร็งโดยเฉพาะปอดที่เป็นอวัยวะที่มีการเคลื่อนไหวตามจังหวะการหายใจ การใช้รังสี 4 มิติ จะเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์ของรังสีกับตำแหน่งของก้อนมะเร็งได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น

นวัตกรรมของยาเคมีบำบัดชนิดใหม่

ยาเคมีบำบัดในปัจจุบันมีการคิดค้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงต่อ

ตำแหน่งของก้อนมะเร็งและพัฒนายาจนข้างเคียงลดน้อยลงจนเกือบจะไม่พบผลข้างเคียงภายหลังการใช้ยา ดังกล่าวนี้เรียกว่า ยาเคมีบำบัดแบบเฉพาะเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Therapy) โดยยาไปออกฤทธิ์ที่ตำแหน่งของก้อนมะเร็งอย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น สามารถใช้เพียงชนิดเดียวหรือใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นก็ได้ ซึ่งยากลุ่มนี้มีลักษณะการทำงานหลายอย่าง ดังนี้

EGFR  inhibitor (Epidermal Growth Factor Receptor Lnhiboitor)

ยาในกลุ่มนี้จะเป็นตัวไปจับกับตัวสัญญาณบนเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดการ

แบ่งตัว เป็นยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์เพื่อยับยั้งการการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของก้อนเซลล์มะเร็งอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มของโรคมะเร็งที่มีการแสดงออกของตัวรับสัญญาณฮอร์โมนของการเจริญเติบโตสูง(EGFR) หรือมีการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับ EGFR เช่น มะเร็งปอด มะเร็งที่ศีรษะและคอ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

การศึกษาวิจัยพบว่า ถ้าเราสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ เราสามารถทำให้ขนาดของก้อนมะเร็งเล็กลง หยุดการลุกลาม และในที่สุดก็จะทำให้อาการของโรคลดลง หรือหยุดการดำเนินของรอยโรคได้ในที่สุด ซึ่งยาในกลุ่มนี้ปัจจุบันมีออกมาและนิยมให้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆที่มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง

Anti - Angiogensis

เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งไม่ให้เส้นเลือดมาเลี้ยงก้อนมะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งขาดอาหารและ

ออกซิเจน ลดการเจริญเติบโตและในที่สุดเซลล์มะเร็งก็จะตาย ยาในกลุ่มนี้บางตัวมีประสิทธิภาพที่ดีมาก  สามารถนำมาใช้รักษามะเร็งปอดได้อย่างดี และมีอีกหลายตัวในกลุ่มนี้ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทางคลินิก

ถึงแม้ว่าจะมียาที่ดีออกมามากมาย แต่มะเร็งปอดส่วนใหญ่ก็ยังยากที่จะรักษาให้หายขาด

นอกจากนี้ ยังมีการรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆที่เกิดจากมะเร็งปอดด้วย เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน ยากระตุ้นเจริญอาหาร ยาระงับปวด ยานอนหลับ ยาคลายเครียด และยาอื่นๆที่จำเป็นเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีใกล้เคียงกับชีวิตปกติมากที่สุด

ในการรักษานั้น ผู้ป่วยรายใดจะใช้วิธีใดหรือยาตัวไหน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นหลัก โดยพิจารณาจากระยะของโรค ชนิดของโรค และสำคัญที่สุดคือการตอบสนองของผู้ป่วยกับวิธีการหรือยาที่ใช้รักษา ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายจะมีการตอบสนองที่แตกต่างกัน รวมถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็แตกต่างกัน นอกจากนี้ อาจต้องพิจารณาถึงค่าใช่จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากยาในกลุ่มเฉพาะเจาะจงเป้าหมายเป็นยาใหม่ที่มีราคาสูงมาก การพิจารณาใช้ต้องมีความเข้าใจทั้งแพทย์และผู้ป่วยโดยมีเป้าหมายร่วมกัน คือ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์จากการรักษามากที่สุด และได้รับผลกระทบหรือผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยที่สุด มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ทำการรักษา

ความเห็น 0 รายการ


บทความที่เกี่ยวข้อง